++mint_jan++MRB

ยินดีต้อนรับทุกคนที่แวะเข้ามาบล็อกของมิ้นเจนนะค่ะ

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

ใส่ใจการ "เคี้ยวอาหาร" กันสักนิด


"เคี้ยวอาหาร" ช้าๆ สุขภาพดี-สมองแข็งแรง
เรื่องเล็กๆ ที่ผู้คนอาจมองข้ามอย่าง "การเคี้ยวอาหาร" กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ และส่งผลดีหลายประการต่อสุขภาพ ถ้าเคี้ยวให้ถูก-เคี้ยวให้เป็น... ไม่ใช่แค่เคี้ยวๆ กลืน!
ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเว็บไซต์ส่งเสริมความรู้วิทยาศาสตร์ "วิชาการดอทคอม" รวบรวมผลการศึกษาทางแพทย์ ซึ่งยืนยันผลดีของการฝึกนิสัยเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืนลงสู่กระเพาะ
เพราะข้อดีที่เห็นชัดเจนจะช่วยให้ระบบย่อยทำงานน้อยลง
"การเคี้ยวให้ช้าลง" ยังมีผลต่อการทำงานของสมองในหลายๆ ด้าน เนื่องจากไปช่วยกระตุ้นให้ "ต่อมน้ำลาย" และ "ต่อมใต้หู" หลั่งฮอร์โมนออกมา นอกจากนั้น ยังช่วยกระตุ้นพลังแห่งการขบคิดและสมาธิ ตรงข้ามกับผู้ที่เคี้ยวอาหารไม่ค่อยได้หรือเคี้ยวเร็วไป สมองก็จะอ่อนแอตามไปด้วย ผลที่ตามมาก็คือ สุขภาพที่ดีและมีอายุยืนยาว


โดยประโยชน์จากการเคี้ยวอาหารให้ช้าลง จะมีผลต่อดีสมองและร่างกาย ดังนี้


1. เคี้ยวอาหารประมาณ 30 ครั้งในแต่ละมื้อเป็นอย่างน้อย จะช่วยให้เหงือกแข็งแรงและช่วยรักษาอาการอารมณ์หงุดหงิด เครียด และโมโหง่าย


2. เคี้ยว 50 ครั้ง จะช่วยลดความวิตกกังวลของอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากินอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยลดความอ้วนได้ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำที่มากเกินความจำเป็นดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย


3. เคี้ยว 60 ครั้ง เหมาะสำหรับการเคี้ยวอาหารที่มีกากใยมากเกินไป ช่วยลดอาการท้องผูก การทำงานของสมอง ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


4. เคี้ยว 80 ครั้ง ช่วยให้ประสาทสัมผัสไวขึ้น มีความจำดีขึ้น สามารถจดจำและจำแนกรสชาติของอาหารทั้งจากธรรมชาติและสารปรุงอาหารที่มีพิษ ต่อร่างกายได้อย่างรวดเร็ว


5. เคี้ยว 100 ครั้ง ทำให้คุณจัดการแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สงบ เยือกเย็น กินน้อยลง แต่ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มาก อีกทั้งช่วยลดการอยากอาหารประเภทเนื้อ


6. เคี้ยว 150 ครั้ง ระบบการทำงานกระเพาะและลำไส้ดีขึ้น และช่วยควบคุมอารมณ์ให้เป็นปกติ


7. เคี้ยว 200 ครั้ง ต่ออาหาร 1 คำได้ทุกมื้อ จะหายจากโรคกระเพาะเรื้อรัง และโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้สมองขบคิดกระบวนการคาดการณ์และวินิจฉัยปัญหาต่างๆ ได้แม่นยำมากขึ้น


ฉะนั้น จึงไม่ควรมองข้ามสิ่งเล็กๆ อย่างการเคี้ยวอาหาร เพราะส่งผลดีต่อทั้งสมองและสุขภาพของคนเรา โดยไม่ต้องเสียเงินเสียทองอะไรเลย เพียงแค่เสียเวลาเคี้ยวเท่านั้นเอง

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

New Year's Day


New Year's Day is the first day of the new year. On the modern Gregorian calendar, it is celebrated on January 1, as it was also in ancient Rome (though other dates were also used in Rome). In all countries using the Gregorian calendar as their main calendar, except for Israel, it is a public holiday,[citation needed] often celebrated with fireworks at the stroke of midnight as the new year starts. January 1 on the Julian calendar corresponds to January 14 on the Gregorian calendar, and it is on that date that followers of some of the Eastern Orthodox churches celebrate the New Year.

History

Probably observed on March 1 in the old Roman Calendar, New Year's Day was fixed on January 1 by the period of the Late Republic. Some have suggested this occurred in 153 BC, when it was stipulated that the two annual consuls (after whose names the years were identified) entered into office on that day, though no consensus exists on the matter.[2] Dates in March, coinciding with the spring equinox, or commemorating the Annunciation of Jesus, along with a variety of Christian feast dates were used throughout the Middle Ages, though calendars often continued to display the months in columns running from January to December
Among the 7th-century pagans of Flanders and the Netherlands, it was the custom to exchange gifts at the New Year, a pagan custom deplored by Saint Eligius (died 659 or 660), who warned the Flemings and Dutchmen, "[Do not] make vetulas, [little figures of the Old Woman], little deer or iotticos or set tables [for the house-elf, compare Puck] at night or exchange New Year gifts or supply superfluous drinks [another Yule custom]." The quote is from the vita of Eligius written by his companion, Ouen.
Most countries in Western Europe officially adopted January 1 as New Year's Day somewhat before they adopted the Gregorian calendar. The Feast of the Annunciation, March 25 (9 months before December 25), was the first day of the new year in England until the adoption of the Gregorian Calendar in 1752. The March 25 date was called Annunciation Style; the January 1 date was called Circumcision Style, because this was the date of the Feast of the Circumcision, being the eighth day counting from December 25.[citation needed]
Acording to some traditional Christian beliefs January 1st, New Years Day is the eight day of Christmas of the twelve days of Christmas. Christmas and New Year's Day are linked theologically because the western calendar used in most of the world (A.D. or C.E.) is based on the birth of Christ and the day of the celebration of Christ's birth Christmas Day is on December 25 or just seven days before New Year's Day. It is also only about ten days after the Winter Solstice or shortest day of the year in the northern hemisphere and the Summer Solstice or longest day in the year in the southern hemisphere, thus solar cycles are also linked to New Year's

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เตือน อย่าไว้ใจน้ำร้อนลวกช้อน


เวลาไปกินข้าวตามฟู้ดเซ็นเตอร์ตามที่ต่าง ๆ เราจะหยิบช้อนพร้อมกับมีหม้อน้ำร้อนวางอยู่ข้าง ๆ ให้เราได้ลวกช้อนอย่าได้คิดว่าช้อนที่แช่ลงไปในน้ำร้อนนั้นจะสะอาดปลอดเชื้อเพราะถ้าหม้อน้ำร้อนนั้นไม่มีการเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ ราว ทุกชั่วโมงหม้อน้ำใบนั้นจะเป้นแหล่งรวมเชื้อโรค เหมือนกับเราจุ่มลงไปในน้ำล้างช้อนและถ้าน้ำไม่เดือด เชื้อโรคก็ไม่ได้ตายไปหรอกนะจ๊ะวิธีที่ควรปฏิบัติ หนึ่ง ดูว่าน้ำในหม้อต้มร้อนจนเดือดหรือไม่สอง ควรแช่ช้อนเป็นระยะเวลาพอสมควร ไม่ใช่จุ่มเสร็จแล้วเอาขึ้นมาเลยแบบนั้นมันได้แค่สบายใจว่าช้อนสะอาดเคยเห็นบางแห่งประกาศไว้เลยว่า เขาจะเปลี่ยนน้ำทุกกี่ชั่วโมง ก็พอไว้ใจได้ถ้าไม่ผ่านมาตรฐานนี้ ไม่แช่น้ำร้อน จะปลอดภัยกว่าแต่คงไม่ต้องระวังขนาด พกช้อนส้อม ออกจากบ้าน มันจะเอิกเกริกมากไปหน่อย

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

♥Love Is All Around♥


















ไข้หวัดหมูฤทธิ์อ่อน มีอัตราของผู้เสียชีวิตเพียงแค่ร้อยละ 0.1


หน.ฝ่ายแพทย์รัฐบาลอังกฤษ ระบุ ชาวเมืองน้ำชา มีผู้ป่วยเพียง 26 คน ต่อประชากร 100,000 คน มีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 1 และมีผู้เสียชีวิตลงเพียงร้อยละ 0.026… หัวหน้าเจ้าหน้าที่วิจัยทางการแพทย์อังกฤษเปิดเผยว่า โรคระบาดไข้หวัดใหญ่หมูมีฤทธิ์ ที่จะทำให้คนถึงแก่ชีวิตได้น้อยกว่าที่เกรงกันมาก มีอัตราการเสียชีวิตไม่ถึงร้อยละ 0.1 เท่านั้นเองเฉพาะชาวเมืองน้ำชา มีผู้ป่วยเพียง 26 คน ต่อประชากร 100,000 คน เทียบได้เท่ากับมีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 1 และมีผู้เสียชีวิตลงเพียงร้อยละ 0.026 อย่างไรก็ตาม เซอร์ เลียม โดนัลด์สัน หัวหน้าฝ่ายแพทย์ของรัฐบาล ผู้เป็นหัวหน้าในการศึกษา กล่าวว่า การมีอัตราเสียชีวิตต่ำ นับว่า "เป็นโชคดีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ครั้งแรกของศตวรรษที่ 21 ถือได้ว่า ทำให้ถึงแก่ชีวิตน้อยกว่าที่เกรงกันมาก" และเสริมว่า "แต่ก็ไม่ควรจะหมายความว่า การที่มีผู้เสียชีวิตน้อยกว่าที่เกรงกัน จะทำให้สมควรจะวางมือลง เป็นสิ่งที่ถูกที่ควรแล้ว กับการฉีดวัคซีนป้องกันให้กับผู้ที่ตกอยู่ในความเสี่ยง เช่น ผู้ที่เป็นหืด เบาหวาน โรคหัวใจ และสตรีมีครรภ์".

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นักวิจัยระบุว่า อวัยทั้งสามคือ ตา หู และผิวหนัง สามารถทำหน้าที่สลับกันได้

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งเผยแพร่ออกมา ระบุว่า มนุษย์เรามิได้มีตาไว้ดู มีหูไว้ฟัง หรือมีผิวหนังไว้รับการสัมผัสเท่านั้น อวัยวะทั้งสามนี้ ยังสามารถสลับหน้าที่ซึ่งกันและกันได้ด้วย
ความรู้พื้นฐานทางประสาทวิทยาสอนไว้ว่า ระบบการฟังของร่างกายทำหน้าที่บันทึกเสียง ในขณะที่ระบบการมองบันทึกภาพ กล่าวได้ว่า ระบบประสาทแบ่งหน้าที่ทำงาน โดยไม่มีการสลับงาน และเมื่อสมองรับเสียง และภาพจากระบบทั้งสองที่แยกจากกันแล้ว จึงจะนำเสียงและภาพไปผสมรวมกันให้
แต่ผลงานวิจัยที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นว่า สมองของเรานั้นสามารถอาศัยเสียงเพื่อมองดู และใช้แสงเพื่อรับฟังได้
มีการทดลองให้ลิงหาแหล่งที่มาของแสง เมื่อส่องแสงสว่าง การหาแหล่งที่มาทำได้ง่ายมาก แต่ทำได้ยากขึ้นเมื่อหรี่แสงลงต่ำ แต่ถ้าส่งเสียงประกอบแสงสลัวนั้นด้วยแล้ว ลิงสามารถหาแหล่งแสงได้อย่างรวดเร็ว รวดเร็วเกินกว่าที่จะอธิบายได้ด้วยความรู้เรื่องประสาทวิทยาอย่างที่เคยเรียนกันมา
นักวิทยาศาสตร์บันทึกปฏิกิริยาของแซลล์ประสาท และพบว่าเมื่อให้เสียงประกอบแสงสลัว แซลล์ประสาททำงานเสมือนกับว่า แสงนั้นมีความสว่างมากขึ้น ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเร็วจนนักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่า จะต้องมีการติดต่อกันโดยตรงระหว่างหูกับตา หมายความว่า แซลล์ประสาทของเราสามารถสลับหน้าที่ทำงานกันได้
ทีมงานวิจัย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันและฝรั่งเศส ให้ความเห็นว่า อาจใช้ผลงานวิจัยนี้ ช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมคนตาพิการจึงมีประสาทการรับฟังเฉียบคมเป็นพิเศษ ในขณะที่คนหูหนวกมักจะมองเห็นภาพได้ดีกว่าคนทั่วไป ขณะเดียวกัน ประสาทสัมผัสก็อาจช่วยทั้งการมองและการฟังได้ด้วย
นักวิทยาศาสตร์ในแคนาดาทดลองให้อาสาสมัครรับฟังการออกเสียงพยัญชนะที่ใกล้เคียงกัน อย่างเช่น อักษร p, t, b, และ d และพบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่ถูกแตะที่ผิวหนัง เมื่อรับฟังการออกเสียง สามารถระบุตัวอักษรได้อย่างถูกต้องทุกตัว เปรียบเทียบกับอาสาสมัครที่ไม่ถูกแตะตัว
ส่วนการแตะต้องที่ผิวหนังช่วยการมองอย่างไรนั้น นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ให้นึกถึงเวลาเราตบยุงก่อนจะเห็นตัวยุงด้วยซ้ำไปเป็นตัวอย่าง หรืออาจจะได้เคยเห็นข่าวทางโทรทัศน์ ที่แสดงให้เห็นประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าตบแมลงวันในขณะที่นั่งให้สัมภาษณ์อยู่กับผู้สื่อข่าวในทำเนียบไว้ท์ เฮ้าส์เมื่อหลายเดือนมาแล้วเป็นตัวอย่างก็ได้

♥ไอเดียดีๆ กับของใช้เก๋ๆ♥