++mint_jan++MRB

ยินดีต้อนรับทุกคนที่แวะเข้ามาบล็อกของมิ้นเจนนะค่ะ

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ทำไมอิ่มแล้วจึงง่วง?


มีการวิจัยออกมาว่าสาเหตุหลักที่เราง่วงหลังมื้ออาหารก็คือ

เมื่อเราทานอาหารมากๆ ทำให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนักในการย่อยอาหาร ในระหว่างนั้นเลือดต้องไหลเวียนมาที่กระเพาะอาหารมากกว่าที่อวัยวะอื่นๆ โดยเฉพาะสมอง จึงทำให้รู้สึกง่วง ซึม เฉื่อยชาหลังทานอาหาร

หากทานอาหารประเภทเส้นที่มีแป้งและน้ำตาลมากจนเกินไป ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดขึ้นสูงกว่าปกติ ทำให้อารมณ์และสมาธิไม่สมดุล ทำให้เกิดอาการง่วงซึม และอ่อนเพลียเกิดขึ้น

ดังนั้นในการทานอาหารควรทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และในปริมาณที่พอดี ควรเน้นผักผลไม้ที่มีเส้นใยสูง เพราะจะช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติได้ และที่สำคัญสามารถลดอาการง่วงซึมได้

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สูตรแห่งความสุข...ตำราชีวิตประจำวัน


"สูตรแห่งชีวิตประจำวัน"

ที่ควรจะส่งต่อไปให้คนที่เรารัก, ห่วงใยและต้องการให้เขาหรือเธอมีความสุขทั้งกายและใจ...ทำนองเดียวกันที่ชาวชีวจิตมีความห่วงหาอาทรต่อกันอย่างไม่ลดละ เพื่อนเรียกสูตรนี้ว่าเป็น Lifebook หรือเป็น "ตำราแห่งชีวิต" ซึ่งผมคิดว่าเหมาะเจาะกับเนื้อหา และคำแนะนำที่น่าสนใจยิ่ง ทั้งง่ายและตรงไปตรงมา, ใครจะทำก็ได้, ไม่ทำก็ได้,เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล, ไม่บังคับยัดเยียดกัน, ไม่ต่อว่าต่อขานกัน, แต่ถ้าหากมีความมุ่งมั่นจะทำอะไร ให้กับชีวิตของตนเอง, ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าส่งเสริมสนับสนุน สมควรที่จะให้กำลังใจแก่กันและกันอย่างยิ่ง

สูตรที่ว่านี้มีง่าย ๆ อย่างนี้

๑. ดื่มน้ำให้มาก

๒. กินอาหารเช้าเหมือนราชา, รับประทานอาหารเที่ยงเหมือนเจ้าชายและเมื่อถึงอาหารเย็น, ให้วาดภาพว่าตัวเองเป็นแค่ขอทาน (แปลว่ากินมือหนักที่สุดตอนเช้า, และกลาง ๆ ตอนเที่ยง และตกเย็นแล้ว, ทำตัวเป็นยาจก, ไม่มีอะไรจะกิน....สุขภาพจะเป็นอย่างเทวดาทีเดียวเชียวแหละ)

๓.กินอาหารที่โตบนต้นและบนดิน, พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากโรงงาน

๔.ใช้ชีวิตบนหลักการ 3 E...นั่นคือ energy หรือพลังงาน, enthusiasm หรือกระตือตือร้น และ empathy คือเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ

๕. หาเวลาทำสมาธิหรือสวดมนต์เสมอ

๖. เล่นเกมสนุก ๆ เสียบ้าง, อย่าเครียดกันนักเลย

๗. อ่านหนังสือให้มากขึ้น...ตั้งเป้าว่าปีนี้จะอ่านมากกว่าปีที่ผ่านมา

๘. นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองสักวันละ 10 นาทีให้ได้

๙. นอนวันละ 7 ชั่วโมง

๑๐.เดินสักวันละ 10 ถึง 30 นาที, แล้วแต่จะสะกวด, ไม่ต้องเครียดกับมัน, วันไหนไม่ได้เดิน, ก็อย่าหงุดหงิดกับมัน

๑๑.ระหว่างเดิน, อย่าลืมยิ้ม

นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพกายและใจที่ผสมปนเปกันได้เสมอ, หากทำเป็นกิจวัตร, ชีวิตก็จะแจ่มใส,แต่อย่าทำให้ตัวเองเครียดด้วยการรู้สึกผิดถ้าหากวันไหนทำไม่ได้ตามที่วางกำหนดเวลา ของตนเอาไว้ วันนี้ทำไม่ได้, พรุ่งนี้ทำก็ได้ แต่การไม่เอาจริงเอาจังกับตัวเองเกินไปไม่ได้หมายถึงการผลัดวันประกันพรุ่ง, ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้ครับ

๑. อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง

๒. อย่าคิดทางลบเกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิดทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย

๓. อย่าทำอะไรเกินกว่าที่ตัวเองทำได้....รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน

๔. อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก

๕. อย่าเสียเวลาและพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง

๖. จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอนหลับ

๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว

๘. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ

๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร...จงอย่าเกลียดคนอื่น

๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ

๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง

๑๒.จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตร ซึ่งมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต

๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น

๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกแถลงกับคนอื่นหรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร

แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้างเราล่ะ?

๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ

๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน

๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง

๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6 ขวบ

๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน

๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่เรื่องของคุณสัก หน่อย

๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหาสุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด

และถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้, ก็ควรจะทำดังต่อไปนี้

๑. ทำสิ่งที่ควรทำ

๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้งไปเสีย...เก็บไว้ทำไม?

๓. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้

๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน

๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุกจากเตียง, แต่งตัวและปรากฎตัวต่อหน้า คนที่เราร่วมงานด้วย...get up, dress up and show up.

๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง

๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย

๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุขเสมอ...ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า?


วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โรงแรมใต้น้ำ ที่ดูไบ‏





อยากหัวเราะดังๆ สบายใจบ้างมั้ย? ลองดูประโยคภาษาอังกฤษทั้ง 5 ต่อไปนี้สิ!


การเรียนหลักไวยากรณ์และคำศัพท์ภาษาอังกฤษบางครั้งก็ไม่ง่ายเท่าใดนัก แต่การพยายามทำความเข้าใจประโยคภาษาอังกฤษบางอย่างอาจเป็นไปแทบไม่ได้ด้วย ซ้ำ เพราะบางประโยคก็ฟังดูยุ่งยากซับซ้อน บางประโยคอาจทำให้คุณสับสนงุนงงไปเลยเหมือนกัน ลองอ่านประโยคภาษาอังกฤษน่าขันต่อไปนี้แล้วนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ต้องใช้ให้ถูกต้องกับสถานการณ์ก็แล้วกัน!

“I’m happy as a clam.” นึกดูภาพหอยกาบก็แล้วกัน วันๆ ไม่ต้องทำอะไรแค่นอนเล่นบนหาดทรายหรือนอนแช่ในน้ำทะเลทั้งวัน มันไม่ต้องไปทำงาน ฟังดูแล้วน่ามีความสุขใช่มั้ยล่ะ? ฉะนั้นถ้ามีคนถามคุณว่า “How are you today?” คุณอาจตอบเขาไปอย่างประโยคข้างต้นเพื่อแสดงให้ผู้ถามรู้ว่าคุณกำลังอารมณ์ดี มากๆ

“I wouldn’t touch that (or him/her) with a ten-foot pole.” ไม่ชอบอะไรซักอย่างเหรอ? อะไรบางอย่างนั้นอาจเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างเช่นเศษขยะหรือเศษอาหารเน่า เปื่อย หรืออาจจะเป็นใครบางคนซึ่งคุณไม่ชอบขี้หน้าเอามากๆ และไม่อยากแม้แต่จะเสวนาด้วย ถ้าคุณพูดอย่างประโยคนี้ก็แสดงให้คนฟังรู้ว่าคุณไม่ชอบสิ่งนั้นมากแค่ไหน ขนาดที่ว่าให้แตะด้วยท่อนไม้ยาวสิบฟุตคุณยังไม่เอาเลย!

“I think I went overboard.” ถ้าคุณพูดหรือทำอะไรเกินไปหน่อย(ตรงกับคำสแลงในไทยคือเว่อร์หรือโอเว่อร์ นั่นเอง) คุณสามารถใช้สำนวนนี้ได้เพื่อแสดงให้คนฟังรู้ว่าคุณก็รู้ตัวเหมือนกัน คำว่า“Going overboard”มีความหมายตรงตัวว่าตกจากเรือ แต่ในภาษาอังกฤษนั้นถ้าคุณพูดอย่างนี้เป็นวิธ๊ที่แสดงให้คนเห็นว่าคุณยอมรับ ว่าจริงๆ แล้วคุณไม่ควรพูดในสิ่งที่เพิ่งพูดไป สำนวนอื่นๆ ที่มีความหมายเดียวกันกับประโยคข้างต้นคือ “I’ve stepped over a line” และ “I’ve gone too far.” คุณสามารถเปลี่ยนคำสรรพนามแล้วใช้ประโยคเหล่านี้เพื่อแสดงว่าคนอื่นทำพลาดไป ก็ได้เช่นกัน

“You don’t have a leg to stand on.” เปล่า นี่ไม่ได้หมายความว่าคนที่คุณกำลังพูดด้วยนั้นไม่มีขาหรอก แต่หมายถึงสิ่งที่คนนั้นถกเถียงกับคุณอยู่นั้นไม่มีมูลความจริงสนับสนุนการ โต้เถียงของเขา ประโยคนี้เป็นวิธีพูดที่ดีที่แสดงให้คนฟังรู้ว่าคุณคิดว่าเขาผิด

“Break a leg!” ความหมายจริงๆ ของประโยคนี้ตรงกันข้ามกับหมายของศัพท์ในประโยค คุณใช้ประโยคนี้เมื่อคุณต้องการบอกอวยพรขอให้ใครโชคดีต่างหาก! ประโยคนี้มาจากความเชื่อโชคลางว่าถ้าคุณพูดอะไรออกมาดังๆ สิ่งตรงกันข้ามกับที่คุณพูดจะเกิดขึ้น ต้นกำเนิดของประโยคนี้มาจากโรงละครและเป็นประโยคที่คนพูดอวยพรให้นักแสดงโชค ดีและประสบความสำเร็จในการแสดง ฉะนั้นคุณสามารถใช้ประโยคนี้อวยพรให้เพื่อนร่วมงานโชคดีกับการพรีเซ้นต์งาน หรือการเข้าสัมภาษณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Mother Day

Fête des Mères

La fête des Mères est une fête annuelle célébrée par les enfants en l'honneur de leur mère dans de nombreux pays. À cette occasion, les enfants offrent des cadeaux à leur mère, des gâteaux ou des objets qu'ils ont confectionnés à l'école, comme un collier de nouilles par exemple.

Compte tenu de la longévité de la vie, cette fête est marquée également par les adultes de tous âges pour honorer leur mère.

เพลง "อิ่มอุ่น" ซึ้ง ๆ

เพลง อิ่มอุ่น

อุ่นใดใดโลกนี้ไม่มีเทียบเทียม
อุ่นอกอ้อมแขนอ้อมกอดแม่ตะกอง
รักเจ้าจึงปลูกรักลูกแม่ย่อมห่วงใย
ไม่อยากจากไปไกลแม้เพียงครึ่งวัน

ให้กายเราใกล้กันให้ดวงตาใกล้ตา
ให้ดวงใจเราสองเชื่อมโยงผูกพันธ์

อิ่มใดใดโลกนี้ไม่มีเทียบเทียม
อิ่มอกอิ่มใจอิ่มรักลูกหลับนอน
น้ำนมจากอกอาหารของความอาทร
แม่พร่ำเตือนพร่ำสอนสอนสั่ง

ให้เจ้าเป็นเด็กดี ให้เจ้ามี่พลัง
ให้เจ้าเป็นความหวังของแม่ต่อไป

ใช่เพียงอุ่นท้องที่ลูกร่ำร้องเพราะต้องการไออุ่น
อุ่นไอรัก อุ่นละมุน
ขอน้ำนมอุ่นจากอกให้ลูกดื่มกิน